"ความไม่มีดรคเป็นลาภอันประเสริฐ" สุภาษิตนี้ยังคงใช้ได้อยู่ทุกยุคทุกสมัย เพราะคงไม่มีใครปฏิเสได้ว่าอยากที่จะมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ ไร้โรคภัยไข้เจ็บใช่มั้ยคะ แต่เพื่อสุภาพที่ดีอยู่เสมอแล้ว การตรวจสุขภาพของร่างกายจึงเป็นสิ่งที่ควรทำ เผื่อว่าถ้ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น จะได้ทราบและแก้ไขได้แต่เนิ่นๆ ก่อนที่จะเป็นมากจนหมดทางเยียวยา การตรวจสุขภาพนั้น ก็จะแตกต่างกันไปตามวัยค่ะ ลองมาดูกันว่าวัยไหนควรตรวจอะไรบ้างค่ะ
อายุ 10-29 ปี
สิ่งที่ควรตรวจ
1. ตรวจภายในและมะเร็งปากมดลูก
เนื่องจากวัยนี้เป็นวัยเจริญพันธุ์ตามะรรมชาติ การตกไข่ การมีประจำเดือน การมีเพศสัมพันธ์เริ่มและมีมากในวัยนี้ แลปัจจุบันก็พบว่าโรคทางเพศสัมพันธ์บางโรคอย่างเอดส์ก็เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งปากมดลูก ดังนั้นไม่ว่าจะอายุน้อยแค่ไหน แต่เมื่อไหร่ที่มีเพศสัมพันธ์ หรืออายุ 18 ปีขึ้นไปถึงแม้จะไม่มีปัญหาอะไร ก็ควรเริ่มตรวจภายในและมะเร็งปากมดลูกได้แล้ว
2. ตรวจวัดความดันโลหิต
ถ้าคุณไม่เคยเจ็บป่วยอะไรเลย ทุกๆ 2 ปีก็ควรจะวัดความดันโลหิตสักครั้ง ถ้าปกติไม่ควรเกิน 140/90 มม.ปรอท แต่ถ้าคุณเป็นคนน้ำหนักมาก หรือมีใครในครอบครัวเป็นโรคความดันโลหิตสูงอยู่ ควรจะวัดปีละ 1 ครั้ง เป็นอย่างน้อย
3.ตรวจคลอเลสเตอรอล
จริงๆ แล้วอายุน้อยๆ อาจไม่ต้องคิดถึงมันมากนัก แต่ถ้าคุณมีระดับคลอเลสเตอรอลสูง มันจะเป็นตัวเพิ่มความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยงได้ จึงแนะนำว่าถ้าอายุ 20 ปีขึ้นไปก็ควรตรวจคลอเลสเตอรอลทุกๆ 5 ปีเป็นอย่างน้อย วิธีการก็ไม่ยากเย็น เพียงแต่หมอจะเจาเลือดคุณไปตรวจเท่านั้นเอง
4. ตรวจผิวหนัง
ถ้ามีไฝขรุขระหรือผิวมีสีต่างออกไป ควรให้แพทย์ช่วยดูแลให้อย่างน้อยทุกๆ 3 ปี แต่ถ้ามีลักษณะเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะใหญ่ขึ้น หรือเปลี่ยนสีก็ตามควรรีบไปพบแพทย์ทันที เผื่อจะเป็นเรื่องมะเร็งที่ผิวหนัง
5. ตรวจหาโรคทางเพศสัมพันธ์
ควรพบแพทย์หรือเจาะเลือดหาดรคที่เกิดจากเพศสัมพันธ์ เช่น ซิฟิลิส ไวรัสตับอักเสบบี และการติดเชื้อ HIV ตรวจภายในเพื่อดูการติดเชื้อไวรัสเริม หนองใน เป็นต้น
6. ตรวจฟัน
ปกติระยะเวลาที่ฟันเริ่มเสียจนกระทั่งเกิดความเสียหายขึ้นจะไม่เกิน 6 เดือน ดังนั้นจึงควรตรวจสุขภาพฟันทุกๆ 6 เดือนเป็นอย่างน้อย
7. ตรวจตา
ถ้าปกติไม่ได้มีปัญหาอะไรก็ควรตรวจสายตาทุก 3 ปีเป็นอย่างน้อยแต่ถ้ามีความผิดปกติไม่ว่าจะสายตาสั้น ตาเอียงก็ควรตรวจอย่างน้อยปีละครั้ง
อายุ 30-49 ปี
สิ่งที่ควรตรวจ
1. เอ๊กซเรย์เต้านม (Mammogram)
การตรวจหามะเร้งที่เต้านมได้พบตั้งแต่ที่มันยังเล็กๆ อยู่นั้นจะทำให้การรักษาได้ผลดีกว่า การทำ X-rays Mammogram จะทำให้พอแยกแยะไดว่าก้อนที่เต้านมที่เกิดขึ้นมีลักษณะในทางที่บ่งบอกว่าน่าจะเป็นเนื้อร้ายหรือไม่ และเราจะสามารถพบมันได้ แม้ว่าก้อนจะเล็กจนคลำไม่พบด้วยมือก็ตาม อย่างไรก็ตามยังไม่มีข้อสรุปว่าควรทำ Mammogram บ่อยเพียงใด แต่ถ้าอายุเกิน 40 ปีควรทำทุกๆ 1-2 ปี โดยเฉพาะถ้ามีประวัติมะเร็งที่เต้านมในครอบครัว เพื่อให้เกิดข้อผิดพลาดน้อยที่สุด ควรทำตอนที่เต้านมไม่คัดตึง คือช่วงปลายสัปดาห์ที่ 2 ของรอบเดือนนับจากประจำเดือนมาวันแรกเสมอ
2. ตรวจหาเบาหวาน
การตรวจง่ายๆ และเสียค่าใช้จ่ายน้อย รวมทั้งไม่เจ็บอีกด้วยคือ ตรวจหาน้ำตาลในปัสสาวะ ซึ่งอาจตรวจได้ทุกๆ ปี และเพื่อให้ได้ผลตรวจแน่นอน ควรงดน้ำและอาหารก่อนเจาะเลือดตรวจอย่างน้อย 6 ชั่วดมง ถ้ามีน้ำหนักมากหรือมีประวัติการเป็นเบาหวานในครอบครัว หรือถ้าอายุเกิน 40 ปีขึ้นไปก็ควรตรวจปัสสาวะปีละครั้งเป้นอย่างน้อย
3. ตรวจภายในและมะเร็งปากมดลูก
เรื่องของประจำเดือนผิดปกติ หรือการปวดื้อง ปัสสาวะบ่อยอาจเป้นตัวบ่งชี้ว่ามีความผิดปกติที่มดลูกได้ ควรบันทึกการมีประจำเดือนไว้เสมอว่า วันแรกของทุกครั้งมาวันที่เท่าไหร่ มากี่วัน ใช้ผ้าอนามัยวันละกี่ผืน มีเลือดเป็นก้อนหรือไม่ เพื่อความง่ายและถูกต้องแม่นยำในการค้นหาสาเหตุของโรค
4. ตรวจทวารหนัก
หลังจากอายุ 40 ปี ทุกครั้งที่ตรวจภายในก็ควรตรวจทางทวารหนักด้วย เพื่อดูว่ามีสิ่งผิดปกติใดบ้าง แพทย์จะใช้นิ้วสอดเข้าไปคลำดูผนังของมันรวมทั้งเนื้อเยื่อชิ้นรหว่างผนังช่องคลอดและผนังทวารหนัก ถ้าหากมีประวัติการเป็นมะเร็งที่ลำไส้ใหญ่ในครอบครัวก้ควรบอกแพทย์เพื่อตรวจพอเศษอื่นๆ เพิ่มเติม
5. ตรวจคลอเลสเตอรอล
ในระหว่างอายุ 40-60 ปี ผู้หญิงมักจะมีระดับคลอเลสเตอรอลสูงขึ้น จากระดับเดิมได้ง่ายขึ้น เพราะการขาดเอสโตรเจนในช่วงหลังจากหมดประจำเดือนนั่นเอง ดังนั้นควรตรวจเลือดหาระดับคลอเลสเตอรอลอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
6. ตรวจผิวหนัง
หลังจากอายุ 40 ปี ควรตรวจผิวหนังปีละ 1 ครั้งเป็นอย่างน้อย เพื่อค้นหามะเร็งผิวหนังที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะกับผิวสีที่คล้ำผิดปกติ หรือไฝที่โตอย่างรวดเร็ว
7. ตรวจฟัน
อายุเกิน 35 โรคเหงือกบางชนิดอาจเกิดได้บ่อยขึ้นจึงไม่ควรละเว้นที่จะตรวจฟันปีละ 2 ครั้ง
8. ตรวจฝากครรภ์
ในกรณีที่ตั้งครรภ์ การตรวจฝากครรภ์จึงจำเป็นอย่างมาก เพื่อให้ได้ลูกที่สุขภาพแข็งแรงสมบูณ์ที่สุด และแม่มีภาวะแทรกซ้อนน้อยที่สุด เพราะถ้าแม่มีอายุ 35 ขึ้นไปควรปรึกษาแพทย์เพื่อดูโครโมโซมว่ามีความผิดปกติใดๆ หรือไม่ ซึ่งมักจะทำเมื่ออายุครรภ์ 17 สัปดาห์ โดยเจาะน้ำคร่ำเพื่อเอาเซลเด็กออกมาหาโครโมโซม การเจาะน้ำคร่ำอาจมีอันตรายเกิดขึนบ้าง แต่แพทย์จะอัลตร้าซาวด์เพื่อให้เห็นถึงการแทงเข็มในจุดที่เหมาะที่สุดเพื่อให้เกิดอันตรายน้อยที่สุด
9. ตรวจตา
ปัญหาเรื่องสายตายาวมักเกิดขึ้นในวัยนี้ เมื่อเริ่มอ่านหนังสือไม่เห็นในระดับความห่างเท่าเดิม นั่นแหละสายตายาวแล้ว เมื่อเริ่มมีปัญหาควรตรวจได้เลย แต่ถ้าไม่มีอะไรก็ควรตรวจทุกๆ 2 ปีเป็นอย่างน้อย
อายุ 50-69 ปี
สิ่งที่ควรตรวจ
1. ตรวจหัวใจ
โดยมากผู้หญิงจะเริ่มเป็นโรคหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยงก็หลังจากหมดประจำเดือน ซึ่งเมื่อเอสโตรเจนลดลงจะทำให้สมดุลของไขมันในเลือดผิดไปจากเดิม ทำให้เส้นเลือดอุดตันได้ง่ายขึ้น
2. ตรวจมะเร็งลำไส้
ทุกๆ ปีเป็นอย่างน้อยควรตรวจอุจจาระเพื่อดูว่ามีเลือดปนเปื้อนออกมาหรือเปล่า และตรวจทางทวารหนักด้วย นอกจากนี้แล้วควรตรวจ Sigmoidoscopy คือการเอากระบอกเล็กๆ มีรูเปิดบนล่างสอดเข้าไปในทวารหนักถึงลำไส้ส่วนล่างสุดเหนือหูรูดขึ้นไป เพื่อดูผนังลำไส้ว่าผิดปกติอะไรหรือไม่ ควรทำทุกๆ 5 ปี
3. ตรวจ Mammogram
ถ้าอายุเกิน 50 ปี ควรตรวจทุกๆ ปี
4. ตรวจภายในและมะเร็งปากมดลูก
ถึงแม้จะลดเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ลงแล้ว แต่ก็ยังต้องตรวจภายในทุกปี ปีละครั้งเป็นอย่างน้อย
5. ตรวจความหนาแน่นของกระดูก
50% ของผู้ที่อายุ 50 พบว่ากระดูกจะเสื่อม ผุกร่อน บางลง ทำให้กระดูกหักง่ายและต่อติดได้ยาก ถ้าพบว่ากระดูกบางก็จะได้รับการรักษาด้วยฮอร์โมนหรือยาอื่นๆ เพอ่มแคลเซียมและการออกกำลังกาย ควรตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูกอย่างน้อย ๅ ครั้งในวัยเริ่มหมดประจำเดือน
6. ตรวจการได้ยินเสียง
เป็นปกติธรรมชาติที่การได้ยินเสียงจะลดลงในคนอายุเกิน 50 ปีขึ้นไป เป็นการยากที่จะหยุดยั้งการเสื่อมสลายของระบบนี้
7. ตรวจตา
ต้อกระจกและต้อหินมักจะเป้นสาเหตุของการมองไม่เห็นในคนอายุนี้ ควรตรวจสายตาทุก 1-2 ปี และเมื่ออายุเกิน 60 ปีขึ้นไปควรตรวจทุกปี เพื่อช่วยให้ความเสื่อมของสายตาช้าลง และลดการเกิดปัญหาต่อเนื่องได้